ทรัมป์ไม่รับปากหากเป็นฝ่ายแพ้จะยอมรับผลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือไม่

ทรัมป์ไม่รับปากหากเป็นฝ่ายแพ้จะยอมรับผลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือไม่

ผลสำรวจความคิดเห็นผู้ชมการดีเบทหรือการอภิปรายนโยบายหาเสียงระหว่างนางฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน ผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ที่นครลาสเวกัสของสหรัฐฯ เมื่อวานนี้ (19 ต.ค.) พบว่านางคลินตันมีคะแนนนำนายทรัมป์ในการชี้แจงนโยบายในประเด็นต่างๆ ได้แก่ หนี้สินของสหรัฐฯ การประกันสุขภาพและประกันสังคม ผู้อพยพ เศรษฐกิจ ศาลสูงสุด นโยบายต่างประเทศ และความแข็งแรงทางด้านสุขภาพร่างกายของผู้สมัครทั้งสองราย

การดีเบทครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในวันที่ 8 พ.ย. โดยรายงานข่าวระบุว่าบรรยากาศการดีเบทดำเนินไปอย่างเข้มข้น ทั้งนางคลินตันและนายทรัมป์ปฏิเสธที่จะจับมือกันทั้งก่อนและหลังการดีเบท และมีการส่งเสียงโห่ร้องขัดจังหวะจากผู้สนับสนุนของตัวแทนพรรคทั้งสองราย

นายทรัมป์ระบุว่าหากตนได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี จะแต่งตั้งผู้มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมเป็นประธานศาลสูงสุดแห่งสหรัฐฯ และจะผลักดันให้เกิดการพิจารณาว่าการทำแท้งเป็นเรื่องผิดกฎหมายทั่วสหรัฐฯ และจะสนับสนุนสิทธิในการถือครองอาวุธปืน การผลักดันผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายกลับประเทศ และการปิดกั้นพรมแดนสหรัฐฯ ขณะที่นางคลินตันระบุว่าตนจะส่งเสริมสิทธิกลุ่มผู้หลากหลายทางเพศ รับรองสิทธิในการทำแท้ง สนับสนุนสวัสดิการและการช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจแก่ชนชั้นกลาง รวมถึงส่งเสริมค่าแรงที่เป็นธรรมแก่ผู้หญิง

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเมื่อผู้ดำเนินการอภิปรายตั้งคำถามว่านายทรัมป์จะยอมรับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือไม่ หากตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แม้จะถูกถามย้ำถึงสองครั้ง แต่นายทรัมป์ก็ยืนกรานที่จะไม่ตอบคำถามดังกล่าว ทำให้นางคลินตันกล่าวภายหลังว่าท่าทีของนายทรัมป์เป็นเรื่องที่ต้องกังวลอย่างยิ่ง เพราะก่อนหน้านี้นายทรัมป์ได้ปราศรัยตามที่ต่างๆ หลายครั้งว่าจะมีการโกงการเลือกตั้งเกิดขึ้น

นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาตอบโต้นายทรัมป์ว่าควรหยุดคร่ำครวญเรื่องโกงการเลือกตั้ง ขณะที่นางลินด์ซีย์ แกรแฮม สว.พรรครีพับลิกัน วิพากษ์วิจารณ์ว่าการกระทำของนายทรัมป์ไม่เป็นผลดีต่อพรรคและประเทศชาติแต่อย่างใด