วัฒนา โต้ โฆษกรบ.คนที่ควรละอายคือคนไม่รักษากติกา ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างหาก

2016-05-10_001635

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแสดงความเห็นทางการเมืองระบุว่า นางสาวพัฒน์นรี หรือ หนึ่งนุช ชาญกิจ มารดาของนายสิรวิชญ์ หรือจ่านิว ถูกนายทหารพระธรรมนูญเข้าร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอ้างว่าเป็นตัวการร่วมกับนายบุรินทร์ อินติน กระทำความผิดในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพราะตอบกลับด้วยคำว่า “จ้า” อันเป็นการแสดงให้เห็นว่ายอมรับและเห็นด้วยกับการโพสต์ข้อความของนายบุรินทร์ฯ

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 “ตัวการ” คือการร่วมกระทำความผิดของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ซึ่งอาจเป็นการกระทำร่วมกันหรือแบ่งหน้าที่กันทำก็ได้แต่จะต้องเกิดขึ้นก่อนความผิดสำเร็จ หากความผิดถูกกระทำจนสำเร็จลงแล้ว ผู้ที่เข้ามาหลังจากนั้นไม่อาจเป็นตัวการในความผิดนั้นได้อีก ตามคำร้องฝากขังของพนักงานสอบสวนระบุว่านายบุรินทร์ฯ ได้ลงข้อความในเฟซบุ๊กมีเนื้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างชัดเจน ย่อมแสดงว่านายบุรินทร์ เป็นผู้กระทำความผิดด้วยตนเองตามลำพังจนสำเร็จลงแล้ว แม้ภายหลังนายบุรินทร์ จะมีการพูดคุยว่า “อย่าว่าผมนะที่คุยแบบนี้” และนางสาวพัฒน์นรี ตอบกลับด้วยคำว่า “จ้า” ก็ไม่อาจทำให้นางสาวพัฒน์นรี ตกเป็นตัวการร่วมกับนายบุรินทร์ฯ ได้ตามที่พนักงานสอบสวนกล่าวหาประกาศ คสช. ฉบับที่ 37/2557 กำหนดให้คดีความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ฯ อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลทหาร แต่การนำพลเรือนมาขึ้นศาลทหารขัดกับข้อ 10 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและ ข้อ 14 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

นอกจากนี้ยังขัดกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศาลทหาร ดังปรากฏตามเหตุผลท้ายพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 ที่ระบุว่า “เพื่อให้สะดวกแก่การใช้และเพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีทหารเสร็จเด็ดขาดไปโดยรวดเร็ว” ศาลทหารจึงถูกตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดีทหารเท่านั้น การนำพลเรือนมาขึ้นศาลทหารที่นอกจากจะขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามแล้ว ยังขัดต่อวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศาลทหารอีกด้วย ดังนั้น การจับกุมดำเนินคดีกับนางสาวพัฒน์นรี ซึ่งเป็นแม่ของนายสิรวิชญ์หรือจ่านิวที่กำลังเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ในขณะนี้ จึงไม่อาจแปลเป็นอย่างอื่นได้นอกจากรัฐบาลกำลังใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง

โฆษกรัฐบาลได้ออกมาตำหนิเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง ที่เรียกร้องให้ยูเอ็นเข้ามาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะคดีนี้ว่า เป็นการชักศึกเข้าบ้านและเป็นพฤติกรรมที่น่าละอาย ที่จริงแล้วคนที่ควรละอายคือคนที่ไม่รักษากติกา หากรัฐบาลเคารพต่อคำมั่นสัญญาที่ตัวเองไปลงนามผูกพันไว้และไม่ได้มีการกระทำที่เป็นการละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนแล้ว ประชาคมโลกหรือองค์กรใดก็ไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงได้ ตามคำพูดที่นายกรัฐมนตรีชอบพูดบ่อยๆ ว่า “ถ้าไม่ได้ทำผิดแล้วกลัวอะไร”

 

Add Comment