รัฐบาลจับตาข้อมูลไม่เหมาะสมเกี่ยวกับสถาบันในอินเตอร์เน็ต พร้อมสั่งปิดทันที

พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขอความร่วมมือทุกฝ่ายช่วยแจ้งเบาะแสการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งทางอินเตอร์เน็ตและแอพพลิเคชั่นโทรศัพท์มือถือ เผยแอพพลิเคชั่น “ไลน์” ที่ญี่ปุ่น พร้อมรับคำขอของไทยเป็นกรณีพิเศษ ด้านองค์กรสิทธิ์เสนอทบทวนร่าง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ เพราะเกรงจะนำไปสู่การละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

เว็บไซต์เนชั่นทีวีรายงานวันนี้ (28 ต.ค.) ว่า พล.อ.อ.ประจิน เรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันแจ้งเบาะแสกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลไม่เหมาะสมเกี่ยวกับสถาบันฯ รวมไปถึงการนำพระบรมฉายาลักษณ์ไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม หากพบเรื่องเหล่านี้ตามเครือข่ายอินเตอร์เน็ตให้แจ้งรัฐบาล ซึ่งจะดำเนินการสั่งปิดเซิร์ฟเวอร์ทันที

ก่อนหน้านี้ พล.อ.อ.ประจิน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงการพูดคุยกับผู้บริหารของแอพพลิเคชั่น “ไลน์” ประจำประเทศไทยว่าได้รับคำยืนยันว่าจะร่วมมือกับทางการไทยเต็มที่ และได้เริ่มทำมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว โดยต่อจากนี้อาจมีการจัดชุดทำงานพิเศษร่วมกัน นอกจากนี้ผู้บริหารระดับสูงที่ญี่ปุ่นจะพิจารณาคำร้องของทางการไทยเป็นกรณีพิเศษ กับจะมีการประสานกับเจ้าหน้าที่ในเมืองไทย ไม่ให้มีการเผยแพร่ข้อความหรือคลิปวิดีโอที่ไม่ถูกต้องหรือบิดเบือน

ขณะที่เว็บไซต์ประชาไทรายงานว่าผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหลายรายในไทย ได้แก่ TOT, 3BB, True และ AIS ได้ปิดกั้นการเข้าถึงหน้าเว็บข่าวของเว็บไซต์พนมเปญโพสต์ของกัมพูชา ซึ่งรายงานว่ากระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาได้รับคำขอจากทางการไทยให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 3 ราย แต่นักกฎหมายชาวกัมพูชาให้สัมภาษณ์ในข่าวดังกล่าวว่าข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่ใช่ข้อหาที่อยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายอาญาของกัมพูชา จึงไม่เข้ากับเงื่อนไขในการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างสองประเทศ แต่หน้าเว็บข่าวดังกล่าวไม่สามารถเข้าถึงได้ในไทย โดยขึ้นเป็นข้อความว่า เว็บไซต์นี้มีเนื้อหาและข้อมูลที่ไม่เหมาะสม ถูกระงับโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ทั้งนี้ จากการทดลองเข้าถึงเว็บข่าวดังกล่าวของทีมงานบีบีซีที่กรุงลอนดอน พบว่าสามารถอ่านข่าวดังกล่าวได้

ด้านนายสุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์ว่าร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติอยู่ระหว่างการพิจารณาวาระที่ 2 อาจจะกระทบสิทธิและเสรีภาพในการสื่อสารแสดงความคิดเห็นของทั้งบุคคลและสื่อมวลชน เพราะการกำหนดฐานความผิดและองค์ประกอบฐานความผิดของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีความหมายกว้างขวาง แต่กลับขาดคำนิยามที่ชัดเจน และในส่วนที่กล่าวถึงการให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการระงับการเผยแพร่หรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ กลับไม่มีการกำหนดลักษณะที่ชัดเจนว่าเนื้อหาประเภทใดที่อาจถูกระงับหรือลบข้อมูล อาจทำให้เกิดการใช้ดุลพินิจบังคับใช้กฎหมายที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลต่างๆ ได้

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ 5 องค์กร ได้แก่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (AI) อินเตอร์เนชั่นแนล เฟเดอเรชั่น ฟอร์ ฮิวแมนไรท์ (FIDH) คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) ลอว์เยอร์ ไรท์ วอทช์ แคนาดา (LRWC) และองค์กรฟอร์ติฟาย ไรท์ ออกแถลงการณ์คัดค้านการแก้ไขเนื้อหาใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เช่นกัน โดยระบุว่าอาจทำให้เกิดการคุกคามสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและการจัดกิจกรรมอย่างสงบของบุคคล สถาบัน และหน่วยงานธุรกิจต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น #FreedomOfSpeech

2016-10-30_001421