โพลชี้คนไทยส่วนใหญ่เห็นว่าสังคมสงบขึ้น แต่ยังมีปัญหานักการเมือง

โพลชี้คนไทยส่วนใหญ่เห็นว่าสังคมสงบขึ้น แต่ยังมีปัญหานักการเมืองไม่สามัคคี หนีไม่พ้นความขัดแย้ง แสดงความคิดเห็นไม่ค่อยได้

วันนี้ (10 ก.ค.) สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความเห็นของประชาชนในหัวข้อ “การเมืองไทย ณ วันนี้” ซึ่งเป็นการสอบถามความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,295 คน ระหว่างวันที่ 4-9 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งผลที่ได้บ่งชี้ว่า ประชาชนสนใจการบริหารบ้านเมืองของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลมากที่สุด เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางหรืออนาคตของประเทศว่าจะก้าวเดินต่อไปอย่างไร

ผลสำรวจบ่งชี้ว่าประชาชนมองว่าการเมืองไทยมีปัญหานักการเมืองขาดความสามัคคี ทะเลาะเบาะแว้ง ใส่ร้ายกันไปมา คิดเป็น 79.69% และปัญหาทางการเมืองส่งผลกระทบทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศ คิดเป็น 75.52% ยังคงมีการทุจริตคอร์รัปชั่นในโครงการต่างๆ 68.73% กำลังจะมีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ 64.40% และมองว่าการเมืองวันนี้ดีกว่าที่ผ่านมา รัฐบาลควบคุมดูแลได้ดี มีนโยบายชัดเจน 57.61%

ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ คิดเป็น 46.87% มองว่าการเมืองไทยในวันนี้ “ดีขึ้น” เมื่อเทียบกับก่อนรัฐประหาร โดยให้เหตุผลว่าเป็นเพราะบ้านเมืองสงบเรียบร้อย ไม่มีการเคลื่อนไหวชุมนุมประท้วง, รัฐบาลควบคุมดูแลเข้มงวด การแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น กำลังเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และกำลังจะมีการเลือกตั้ง

ส่วนผู้ตอบแบบสอบถามเป็นอันดับรองลงมา คือ 29.58% คิดว่าการเมืองไทย “เหมือนเดิม” เพราะยังคงมีความขัดแย้งแตกแยกและความแตกต่างทางความคิด เป็นการเมืองแบบเห็นแก่พวกพ้อง อำนาจและผลประโยชน์ส่วนตน พฤติกรรมนักการเมืองยังเหมือนเดิม วิพากษ์วิจารณ์ ไม่รับฟังความคิดเห็น

ขณะที่ผู้ตอบว่าการเมืองไทย “แย่ลง” คิดเป็น 23.55% โดยให้เหตุผลหลักว่าเป็นการเมืองภายใต้รัฐบาลทหาร ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้เท่าที่ควร รัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง กระทบต่อภาพลักษณ์ในสายตาต่างชาติ ทั้งยังไม่มีการคานอำนาจ ไม่มีระบบการตรวจสอบการทำงานที่ชัดเจน

(ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ: ทหารตรึงกำลังบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยหลังเกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557)