วิจารณ์ “ข้อคิดจากการไปเกาหลี” ของประชา หุตานุวัตร

ต้องออกตัวก่อนว่า ไม่ได้วิจารณ์อดีตพระประชา และอย่าไปด่าท่านนะ ผมยังนับถือท่านหลายเรื่องและตัวท่านก็ไม่ได้เลือกข้างทางการเมือง

เพียงแต่มีข้อความตอนหนึ่งที่ผมสะดุดกึก ว่านี่ละคือทัศนะของ “ฝ่ายก้าวหน้าในอดีต” รุ่น 14 ตุลา 6 ตุลา ทั้งพวกซ้ายเก่าเข้าป่า หรือสายพุทธ ที่มาทำงานภาคประชาสังคม ซึ่งสามารถนำไปอธิบายได้ว่าทำไมบางพวกถึงเตลิดเปิดเปิงไม่เอาประชาธิปไตย

คือท่านพูดถึงพรรคเขียว ชุมชนนิเวศ โรงเรียนคานธี คนรุ่นใหม่ที่เลือกหนทางของตัวเอง

“คนเหล่านี้มีความเหมือนกันอย่างหนึ่งคือ เห็นวิกฤตที่กำลังคุกคามสังคมมนุษย์อย่างรุนแรง เริ่มจากถิ่นที่อยู่ของตนเอง สอง ไม่เห็นว่ารัฐบาลหรือธุรกิจขนาดใหญ่จะให้คำตอบหรือแก้ปัญหาอย่างจริงจังได้ ไม่ว่ารัฐบาลประเภทไหนๆ ในโลก…..”

เดี๋ยวนะครับ ไม่ว่ารัฐบาลเผด็จการหรือประชาธิปไตยหรือครึ่งใบ ก็ไม่ต่างกันใช่หรือเปล่า

คือผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะจับผิดท่าน แต่อย่างที่บอก คำพูดตรงนี้สะท้อนทัศนะพวกฝ่ายก้าวหน้าในอดีตอย่างชัดเจน ไม่ว่าคนที่ยังอยู่ตรงกลางๆ อย่างอดีตพระประชา หรือพวกเครือข่ายหมอประเวศที่โดดเข้ามาหนุนประชารัฐประหาร พวก NGO พิภพ สมเกียรติ สมศักดิ์ บรรจง ฯลฯ ที่โดดเข้าร่วมพันธมาร ทัศนะที่เหมือนกันคือล้วนไม่เห็นความสำคัญของ “ประชาธิปไตย” เพราะมองแต่ว่ายังไงมันก็ทุนนิยม มันแก้วิกฤติสังคมมนุษย์ไม่ได้ ต้องแก้ด้วยธรรมะ ด้วยการพึ่งตัวเอง ด้วยการตื่นรู้ สร้างสังคมใหม่ขึ้นจากชุมชนฐานรากที่พวกตนไปทำขึ้น

ฉะนั้นพวกหมอประเวศจึงเห็นว่าการร่วมมือกับเผด็จการสร้างประชารัฐ ไม่เห็นผิดตรงไหน เป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ ตราบใดที่เผด็จการไม่ได้ฆ่าใครตาย (ถ้าเกิดมีใครตายก็อาจประณามนิดหน่อย แต่ยังร่วมมืออยู่ดี เพื่อสร้าง “ประชาธิปไตยทางตรง”)

วิธีคิดแบบนี้ตรงกันอย่างน่าประหลาด ระหว่างซ้ายเก่ากับสายพุทธ (รสนาโมเดล เคลื่อนไหวประชาธิปไตยหลัง 14 ตุลาแล้วไปสร้างชุมชนวิปัสนา) คือพวกนี้ปฏิเสธ “รัฐ” ไม่เชื่อเรื่องการสร้างรัฐที่มีระบบ มีหลักเกณฑ์ มีกติกา มีเสรีภาพในการต่อสู้ต่อรองเพื่อจัดสรรผลประโยชน์ (อุดมการณ์คอมมิวนิสต์จริงๆ ก็ไม่ใช่สร้างรัฐแต่ทำลายรัฐ) หากจะใช้เสรีภาพประชาธิปไตย ก็ใช้เพื่อเป็น “เครื่องมือ” เท่านั้น ไม่ได้ถือเป็นอุดมคติ

ลึกๆ แล้วในเชิงอุดมคติ พวกเขาไม่ยอมรับทุนนิยม ไม่ยอมรับว่าหนีไม่พ้นทุนนิยม ซึ่งมีด้านที่ตอบสนองความต้องการของคน พร้อมๆ กับการขับเคลื่อนสังคมด้วยกิเลสตัณหา รัฐประชาธิปไตยคือระบอบจัดสรรผลประโยชน์ทุนนิยม ที่ดีที่สุดหรือแย่น้อยที่สุด โดยพยายามสร้างการปกครองด้วยระบบกฎหมาย เสมอภาค ถ้วนหน้า ใช้หลักเสียงข้างมากตัดสินใจ เสียงข้างน้อยมีเสรีภาพให้ต่อสู้ต่อรอง

พวกเขาจะมองว่าเป้าหมายคือการสร้างชุมชนอุดมคติ สร้างคนสร้างเครือข่าย พึ่งตนเอง ตื่นรู้ ฯลฯ ชูประชาธิปไตยทางตรงจากผู้ตื่นรู้ แต่ปฏิเสธการที่ประชาชนไปลงคะแนนเสียงให้พรรคการเมืองเพื่อช่วงชิงผลประโยชน์สาธารณะ 30 บาท เงินกู้ ประกันราคา จำนำพืชผล ฯลฯ มองเห็นแต่ด้านการเมืองสกปรก ช่วงชงผลประโยชน์ทุนนิยม กระนั้นก็ใช้ประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือไปสู่เป้าหมาย ของเครือข่ายต่างๆ เช่น เครือข่ายอนุรักษ์ เครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายงดเหล้า ฯลฯ สร้างอำนาจต่อรองของตน โดยไม่เลือกว่ารัฐบาลมาจากระบอบไหน มีความชอบธรรมหรือไม่ ถ้าต่อรองได้เอาทั้งนั้น

ความจริงฟังๆ ดูก็เหมือนไม่ผิดถ้าไม่ใช่เพราะระบอบที่พวกเขาสนับสนุนมันทำลายนิติรัฐ ทำลายความยุติธรรม ย่ำยีสิทธิเสรีภาพ ทำลายโครงสร้างอำนาจที่ชอบธรรมลงทั้งหมด แต่พวกนี้ก็ยังสนใจแค่สิทธิชุมชน

ป.ล.ย้ำนะ กรณีอดีตพระประชาผมว่าท่านยังไม่หลุดไปสุดขั้วแบบพวก NGO พันธมิตร หรือเครือข่ายหมอประเวศ แม้แนวคิดบางอย่างคล้ายกัน อาจเป็นเพราะท่านยังมีธรรมะจริงๆ ไม่ใช่พวกอ้างธรรมะฆ่ามันหรืออ้างธรรมะจัดสรรงบ สสส.

http://www.matichon.co.th/news/280446