คนบนดอยเชียงใหม่เผยอากาศร้อนที่สุดเท่าที่เคยเจอ ลำห้วยแห้งเหือดการเกษตรหยุดชะงัก

2016-05-15_022037

ดอยแล้ง:
คนบนดอยเชียงใหม่เผยอากาศร้อนที่สุดเท่าที่เคยเจอ ลำห้วยแห้งเหือดการเกษตรหยุดชะงัก

ควันไฟกลุ่มใหญ่ลอยขึ้นมาจากชายป่าทางขวามือมองเห็นได้ชัดจากถนนเส้นแม่วาง-ดอยอินทนนท์ เรารีบหาที่จอดรถบนไหล่ทางแคบๆเพื่อจะลงไปเก็บภาพ จุดที่พอจะมีที่ให้จอดได้เป็นพื้นที่ว่างยาวมีเพิงเล็กๆกับทางเดินลงเขาไปยังสวนผืนย่อมด้านล่าง

จากจุดนั้นเราเห็นควันไฟที่ขยายตัวลุกลามได้ถนัด ลมแรงสมชื่อหมู่บ้านคือบ้านโป่งลมแรง มันพัดจนควันกระจายไปทั่ว อากาศยามบ่ายสี่โมงร้อนและแห้งจนรู้สึกได้ในลมหายใจ

มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งวิ่งเข้ามาจอด หญิงวัยกลางคนในชุดชาวไร่ก้าวลงจากรถด้วยสีหน้าเหน็ดเหนื่อย
“มันมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว” เธอว่า “นี่เพิ่งจะไปดับไฟมา ไปตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ไปคนเดียวเลย ข้าวเช้า ข้าวกลางวันก็ยังไม่ได้กิน” จันสม ศิริวุฒิกาโน บอกเล่าด้วยสำเนียงแบบชาวเขา วิธีดับไฟที่เธอว่า ก็คือการทำพื้นที่กันไฟด้วยการเอาต้นไม้ต้นหญ้าออกเป็นแนว เพื่อไม่ให้ไฟไหม้ลุกลามมากไปกว่าพื้นที่ที่เป็นอยู่ เมื่อถามว่ารู้ไหมว่าใครจุดไฟและจุดเพื่ออะไร “บ่อฮู้เหมือนกันนะ” เธอว่าเรื่องแบบนี้ความคิดคนแตกต่างกันไป แต่ที่แน่ ๆ เธอกับชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่งอยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังไฟป่าและเป็นคนคอยดับไฟ จันสมมองลงไปที่สวนของเธอด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าไฟจะลามเข้ามาถึงที่

พวกเขาน่าจะต้องทำงานกันหนักทีเดียว เพราะตลอดระยะทางขึ้นเขา เราเห็นควันไฟกลุ่มเล็กๆลอยทั่วไปตามเชิงป่า สองข้างถนนเองก็เต็มไปด้วยร่องรอยของการถูกเผาจนหญ้าและต้นไม้ไหม้ไปเป็นแถบๆ บางแห่งชัดเจนว่าเป็นการเผาพืชไร่ในสวนตัวเอง หลายแห่งเป็นพื้นที่ที่ไม่ใช่การเกษตร ที่ริมถนนจุดหนึ่งเราพบควันไฟลอยกรุ่นขึ้นมาจากพื้นดิน เมื่อลงไปดูใกล้ๆก็ได้เห็นว่าควันไฟนั้นออกมาจากโพรงไม้แห้งที่ฝังตัวอยู่ บ่งบอกว่ามันอาจเป็นไฟที่ไหม้ไปแล้วแต่ยังไม่ดับดีและพร้อมจะลุกไหม้ใหม่ได้ แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของการไหม้ซ้ำซาก อาการไฟป่าบนเขาเช่นนี้เกิดขึ้นทั่วไปจนทำให้สภาพบนดอยมีหมอกควันลอยปกคลุมอยู่ทุกที่ราวกับมีม่านพรางตา ความแห้งของอากาศที่ร้อนจัด ผสมกับสภาพหมอกควัน แนวป่าที่แทบจะไร้สีเขียว พื้นดินที่ขาดความชุ่มชื้น ทั้งหมดยิ่งทวีความร้อนและแห้งแล้งจนลมที่พัดผ่านผิวหน้านำอาการแสบร้อนมาให้

ที่ริมถนนสู่บ้านขุนแม่วาง จันสมชี้ลงไปที่สวนของเธอที่ปลูกอะโวคาโด สตรอเบอรี อันเป็นพืชที่ปลูกกันมากในแถบนี้และโดยเฉพาะปีนี้ ส่วนข้าวนั้นเธอบอกว่าเลิกปลูกไปเมื่อไม่กี่ปีที่แล้วเพราะเห็นว่าต้องการน้ำมาก ขณะที่ปริมาณน้ำมีน้อยลงเรื่อยๆ เธอบอกว่า ปีนี้เป็นปีที่แห้งแล้งมากกว่าทุกๆปีตั้งแต่ที่เธอจำได้ และตอนนี้กำลังคิดว่า จะทำอย่างไรจึงจะขุดบ่อบาดาลได้ คำว่าบ่อบาดาลบนเขาดูจะสวนทางกับความรู้ทั่วไปเรื่องของการนำน้ำบาดาลมาใช้ แต่เมื่อแวะดูลำห้วยที่ไหลลงมาจากบนเขาก็เข้าใจได้ ว่าทำไมจันสมจึงคิดถึงขั้นว่าจะเจาะน้ำบาดาลบนดอย เพราะลำห้วย หรือจะพูดให้ถูกก็คือลำธารในระยะต้นของแม่น้ำแม่วางแห้งผาก ที่พื้นอันเคยเป็นลำธาร เหนือก้อนหินตะปุ่มตะป่ำกลับเต็มไปด้วยท่อพีวีซีสีฟ้าหลายท่อที่วิ่งผ่านเพื่อนำน้ำจากประปาหมู่บ้านไปหล่อเลี้ยงชุมชน ล้ำห้วยที่แห้งขอดเป็นคำตอบว่า การปลูกพืชและทำการเกษตรคงทำได้ยากอย่างยิ่ง

จริงดังคาด บนไหล่ทางของถนนแคบๆที่ไต่ขึ้นเขามีหมู่บ้านอยู่ บ้านขุนวางเป็นหมู่บ้านสุดท้ายบนเส้นทางผ่านเพื่อไปดอยอินทนนท์จากด้านอำเภอแม่วาง เราแวะพูดคุยกับชาวบ้านที่ปลูกสตรอเบอรีแปลงเล็กๆ ริมถนน เพราะสังเกตดูพวกเขายังให้น้ำต้นสตรอเบอรีอยู่ผ่านสปริงเกอร์สามตัว เจ้าของบ้านหญิงวัยกลางคนชื่ออั๊วะ เหล่าซางเปียกำลังเดินเก็บลูกสตรอเบอรีสดลงตะกร้า คุยกันแค่ไม่กี่คำเธอก็เอาสตรอเบอรีใส่ถุงพลาสติกมาให้ พร้อมกับบอกว่า แบ่งให้ไปกิน ไม่เอาเงิน

“คือมันได้น้อย ไม่มากพอจะเอาไปขายได้” เธอว่า ถ้าไม่แจกจ่ายคนใกล้ตัวก็กินเอง เนื่องจากน้ำน้อย ฝนไม่มาทุกอย่างจึงหยุดชะงัก สิ่งที่ครอบครัวทำได้มีอย่างเดียวคือหล่อเลี้ยงสตรอเบอรีบนแปลงเหล่านี้เอาไว้ไม่ให้ตายลงไป เพื่อให้เป็นทุนต่อไปสำหรับปีหน้าจะได้ไม่ต้องลงทุนซื้อต้นมาปลูกใหม่และต้องใช้เวลาอีกร่วมครึ่งปีกว่าจะได้ผล

เมื่อเดินลงไปดูลำห้วยที่อยู่ข้างๆแปลงสตรอเบอรีก็พบว่า น้ำเหลือแห้งติดอยู่เพียงก้นห้วย สภาพไม่ได้ดีไปกว่าช่วงอื่นของลำห้วยที่เราเห็น แม้ว่าจะอยู่ในระดับที่สูงกว่ากันมากนักก็ตาม คนในบ้านชี้ให้ดูต้นท้อหลายต้นหน้าบ้านที่อยู่ในสภาพยืนตายเพราะขาดน้ำ นี่คือสภาพอันแห้งแล้งของพื้นที่บนดอยที่อยู่ไม่ห่างจากต้นน้ำ

สภาพอากาศบนดอยเองไม่เย็นสดชื่น แม้ว่าจะไม่ร้อนผ่าวเหมือนที่ลุ่มด้านล่างหรือในเมืองแต่ก็ถือว่าร้อนเอาการ ครอบครัวเจ้าของไร่สตรอเบอรีบอกเราว่าปีนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตที่พวกเขาต้องไปซื้อพัดลมมาใช้ เพราะอากาศร้อนจนนอนไม่หลับ สภาพอากาศร้อนนี้หนักขึ้นเรื่อยๆในช่วงปีหลังๆ น้ำก็น้อยลงเรื่อยๆ ครอบครัวปรับตัวด้วยการเปลี่ยนพืชที่ปลูก หันไปปลูกชนิดที่ใช้น้ำน้อยลง แต่ความร้อนและแล้งที่หนักขึ้นเรื่อยๆทำให้พวกเขาเริ่มสงสัยว่ามันจะกลายเป็นวิถีใหม่ในชีวิตหรือไม่ พวกเขาถามตัวเองว่า หากสภาพเช่นนี้ดำรงต่อไปจนถึงวันที่การเกษตรไม่พอเลี้ยงชีพ จะทำมาหากินอะไร เพราะไม่มีความรู้พอจะไปแข่งขันกับคนในเมือง

สปริงเกอร์สามตัวที่เปิดอยู่ยังกระจายน้ำไปยังแปลงสตรอเบอรี แต่คนในบ้านบอกว่าพวกเขารู้ดีว่าจะใช้น้ำได้อย่างจำกัดจำเขี่ยเท่านั้น พร้อมทั้งประเมินกันว่า อีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าน้ำในห้วยข้างบ้านก็คงแห้งผาก

ที่สำคัญน้ำที่มีน้อยมากนี้ยังต้องแบ่งให้คนอื่นใช้ด้วย เพราะถัดจากบนดอยแล้วก็ยังมีคนรอใช้น้ำอีกมากที่ด้านล่างของดอย

2016-05-15_022127 2016-05-15_022139 2016-05-15_022048 2016-05-15_022101 2016-05-15_022114

Add Comment